Bachelor Degree, Master Degree, Doctor of Philosophy (Ph.D.) หลักสูตร ปริญญาตรี, ปริญญาโท, ปริญญาเอก

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษา ซึ่งเราจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด อย่างไรก็ตามไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะมีเงื่อนไขในการสมัครที่ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละขั้นตอนจะมีเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นแตกต่างกันไป ดังนี้

ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอื่นๆ

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป
  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร”
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (หน้าพาสปอร์ต)

สำหรับผู้ที่ไม่มีผลสอบ IELTS/TOEFL บางมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยนั้นๆ และสามามารถเข้าศึกต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทได้ทันทีเมื่อจบภาษาอังกฤษระดับสูงของมหาวิทยาลัย

สำหรับผู้ไม่มีผลสอบ GMAT/ หรือ GRE ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เช่นกัน ในบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องผลเหล่านี้ในการสมัครเข้าศึกษา สามารถสอบยื่นเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

นอกจากการเรียนในหลักสูตรที่ต้องการแล้วนักเรียนยังจะได้ใช้ชีวิตและได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้รับรู้ความแตกต่างทางด้านภาษา ลักษณะนิสัย สภาพแวดล้อมและอาหารการกิน การอยู่เมืองนอกเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ได้เห็นโลกกว้าง ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างและมีประสบการณ์หลากหลาย เป็นทักษะที่จะได้รับนอกเหนือจากความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการปรับตัว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสริมให้เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกแบบสร้างสรรค์ ไม่อยู่แต่ในกรอบเดิมๆ จะมีประโยชน์มากในการทำงานในอนาคต ถ้าจะทำงานในระดับสากล หรือเป็นลูกจ้างบริษัทข้ามชาติ โอกาสการได้งานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างชาติจะสูงกว่า อีกทั้งเงินเดือนจะอัพเกรดได้มากกว่าคนอื่น จึงถือว่าการเรียนต่อระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท, ปริญญาเอก เป็นการลงทุนที่ช่วยสร้างรากฐานชีวิตวัยทำงาน