America รัฐแห่งอิสระภาพ

สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: United States of America) โดยทั่วไปเรียก สหรัฐ (United States) หรือ อเมริกา (America) เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยรัฐ 50 รัฐ

ข้อมูลทั่วไป

ภาษาราชการ

ภาษาอังกฤษ

ศาสนา

คริสต์

การปกครอง

สหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญระบบประธานาธิบดี

เมืองหลวง

วอชิงตัน

เมืองใหญ่ที่สุด

นครนิวยอร์ก

สกุลเงิน

USD ดอลลาร์สหรัฐ

วันชาติ

4 กรกฏาคม

ฤดูกาล

ฤดูร้อน เดือน มิถุนายน – สิงหาคม ฤดูใบไม้ร่วง เดือน กันยายน – พฤศจิกายน ฤดูหนาว เดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ผลิ เดือน มีนาคม – พฤษภาคม

เวลา

เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่มาก จึงจัดการใช้เวลาเป็น 4 ส่วน

  1. ตะวันออก Eastern Time Zone (EST) มีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทย 12 ชั่วโมง แต่ในเดือนมีนาคม – เมษายน อเมริกาเลื่อนเวลาในฤดูร้อนอีก 1 ชั่วโมง หรือ Daylight Saving Time ทำให้เวลาในอเมริกาช้ากว่าประเทศไทย 13 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขต EST คือ Boston, New York, Washington D.C., Miami และCleveland
  2. ตอนกลาง ( Central Time Zone) เวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทย 13 ชั่วโมง และช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time เมืองในเขตนี้ คือ Chicago และ New Orleans
  3. แถบภูเขา (Mountain Time Zone) เวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง และช่วงมีนาคม – เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ใน เขตนี้ คือ Denver และ Phoenix
  4. พื้นที่ย่านมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Time Zone) เวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยประมาณ 15 ชั่วโมง และเดือนมีนาคม – เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time เมืองที่อยู่ในเขตนี้คือ San Francisco, Seattle และ Hawaii

ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

เพราะอะไรถึงต้องเลือกเรียนที่สหรัฐอเมริกา?

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่ามาเรียนอเมริกาแล้วจะได้อะไรมาเยอะ เพราะเป็นประเทศที่กว้างใหญ่และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้คนเรามีมุมมองที่แตกต่างกัน อีกทั้งตัวเลือกของสถาบันก็มีมากกว่าประเทศอื่น ถึงจะราคาค่าเรียนจะแพงกว่าแต่รู้สึกว่าโอกาสต่างๆน่าจะมีมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่าการศึกษาของอเมริกายังก้าวล้ำเป็นเลิศกว่าใครไม่ว่าจะเป็น:

  • Academic Excellence
  • Variety of Educational Opportunities
  • Cutting-Edge Technology
  • Opportunity for Research, Teaching, and Training
  • Flexibility
  • Support Services for International Students
  • Campus Life
  • Global Education

ปีการศึกษา

ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) เริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้

ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด แบ่งเป็น 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semesters ยาวประมาณ16 สัปดาห์

  • Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม-กลางธันวาคม
  • Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม-เมษายน
  • Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม-สิงหาคม จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วง สั้นๆ

ระบบ Quarter ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ระยะเวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์

  • Fall Quarter กลางกันยายน-ธันวาคม
  • Winter Quarter มกราคม-กลางมีนาคม
  • Spring Quarter ต้นเมษายน-กลางมิถุนายน
  • Summer Quarter กลางมิถุนายน-สิงหาคม

ระบบ Trimester ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้

  • First Trimester กันยายน-ธันวาคม
  • Second Trimester มกราคม-เมษายน
  • Third Trimester พฤษภาคม-สิงหาคม

การเตรียมตัวไปเรียนอเมริกา มีดังนี้

  1. เตรียมหาข้อมูลให้พร้อม เช่น รัฐที่จะไปมีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายในการเรียน การอยู่อาศัยและอื่นๆ แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่ประเทศอเมริกา
    • Tuitions and Fees แน่นอนค่าเทอมและค่าธรรมเนียม
    • Books and Supplies ค่าหนังสือ
    • Housing and Food ค่าที่พักและอาหาร ยิ่งอยู่เมืองใหญ่ยิ่งแพง
    • Personal Expenses ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
    • Medical Insurance ค่าประกันสุขภาพ อันนี้จำเป็นมากๆ
  2. วางแผนการเรียนให้ดี เช่น Year of education เรียนกี่ปีจบ Academic fields จะไปเรียนสาขาอะไร Degrees เป็นปริญญาอะไร ตรี โท หรือ เอก Location สถานที่ตั้ง Total cost for your education ค่าใช้จ่ายในการเรียน TOEFL, GRE, GMAT requirements คะแนนต่างๆที่มหาวิทยาลัยต้องการ Accreditation มหาลัยที่จะไปเรียนได้รับการรับรองวิทยะฐานะหรือเปล่า จบมาแล้วอยากทำอะไร โอกาสในการฝึกงาน มีหรือไม่
  3. ทำความเข้าใจระบบการศึกษาของอเมริกัน เช่น การโต้ตอบในห้องเรียน การทำ presentation ในห้องเรียน การหาข้อมูลเพิ่มเติม
  4. การเตรียมตัวทางด้านภาษา ควรจะมีพื้นฐานทั่วไปในระดับในการฟัง การเขียน การพูด การอ่าน
กรอกใบสมัคร ของสถาบันให้เรียบร้อย
ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด
หลักฐานการศึกษาต่างๆ (Transcript) ฉบับจริง
Transfer credit อันนี้กรณีที่เรียนอยู่แล้วอยากย้ายไปเรียนที่อื่น
Educational purpose/essay เรียงความ บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ ประมาณ 300-500 คำ
Evidence of English level proficiency คะแนนผลสอบ TOEFL, GRE หรือ GMAT
สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report) หรือใบประกาศการเรียนภาษา
จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement)ของผู้ปกครอง ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุนควรมี จดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
Letters of recommendation จดหมายรับรองค่ะ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว ต้องส่งเอกสารเหล่านี้ ทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถาบันก่อนวันปิดรับสมัคร เค้าจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป แล้วจะส่งจดหมายตอบรับกลับมาให้เรา ที่เรียกว่า I-20 Form เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน อาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย ควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 1 ปี เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่าง ๆ การส่งเอกสารและการพิจารณาใบสมัครใช้เวลามาก

เงื่อนไขการรับเข้าเรียน

มัธยมศึกษา นักเรียนจากประเทศไทยสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐได้ เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น เกรดเฉลี่ย และคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน
วิทยาลัย วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 480-500 ขึ้นไป
มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป
มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาโทและเอก เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 550 นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี สำหรับนักสึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination)

ที่พักอาศัย

ควรเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ตอนทำการติดต่อสถาบัน ว่าเค้ามีหอพักสำหรับนักศึกษาหรือไม่ หากมี ที่พักเป็นอย่างไร เพราะแต่ละที่อาจแตกต่างกันไป ทั้งด้านสภาพที่พัก บริการที่มีให้นักศึกษา และการจัดแบ่งประเภทของหอพัก และอาจจำกัดจำนวน จึงควรสำรองที่พักล่วงหน้า โดยทั่วไปการสำรองที่พักมักจะเก็บเงินมัด (Deposit Fee) ด้วย ทีพักจะแยกตามประเภทของนักศึกษาคือ สำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย มีทั้งที่เป็นหอพักในสถานศึกษา (On-Campus Housing) และที่พักนอกสถานศึกษา (Off-Campus Housing)

ที่พักในสถานศึกษา

ส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา แต่มักมีจำนวนจำกัด จึงควรสำรองห้องพักแต่เนิ่น ๆ โดยการเขียนจดหมายไปยัง Housing Office ของสถานศึกษาเพื่อถามรายละเอียด

สถานที่พักมีหลายประเภทคือ

  • Dormitory Residence Hall คือ หอพักนักศึกษาโสด อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้องหรือห้องน้ำรวม บางแห่งอาจจะมีห้องอาหารไว้บริการด้วย
  • Married Housing คือ หอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้วและนำครอบครัวไปด้วย

ที่พักนอกสถานศึกษา

  • Apartment ซึ่งมักจะเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้นักศึกษาจะมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่าอยู่ใน Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า ข้อเสียของ Apartment ก็คือ บางแห่งอยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง บางคนก็เสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พักประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหารหรือ Cafeteria
  • Rooming House คือห้องเช่า การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพัก การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ Rooming House บางแห่ง มีแต่ผู้เช่าล้วน ๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอาศัยอยู่ด้วยก็มี
  • Family อันนี้ทาง Housing Office ของสถาบันและนักศึกษาจะเป็นผู้กำหนดร่วมกัน เหมาะสำหรับคนที่ภาษายังไม่แข็งแรง หรือผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปไหนไกลบ้านมาก่อน

ที่พักแบบชั่วคราว (Temporary Accommodations)

เรียกว่า Hostel ราคาถูกกว่าโรงแรม ลักษณะห้องพักเป็นแบบ Dormitory แยกเพศหญิง เพศชาย นักศึกษาสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้ที่

http://www.hiayah.org

การรักษาสถานภาพของการเป็นนักศึกษา มีดังนี้

มี I-20 /DS 2019 ที่ได้จากมหาวิทยาลัย ลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลา ถือพาสปอร์ตที่มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ศึกษากฎเกณฑ์ของการทำงาน และการประกันสุขภาพ ถ้าต้องย้ายสถานศึกษา/ขยายเวลาเรียน ควรศึกษากฏ และควรทำเรื่องให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียนการศึกษา

ถ้า F-1 visa status ขาด!!! (Reinstatement of F -1 Visa)

นักเรียนไทยหลายคนที่อยู่ในอเมริกา ในหลายๆกรณี ที่ F-1 Visa ของน้อง Out of Status ไม่ว่าจะเนื่องจากสิ่งที่คุณต้องทำ ไปยังสถานศึกษาที่จะเข้าไปเรียนรับคำปรึกษาเพื่อที่จะขอReinstatement เขียนจดหมายถึง INS อธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้ขาด status เพราะ INS พิจารณาเป็นกรณีไปกรอกแบบฟอร์ม I-539 (Application to Extend Time Of Temporary Stay และค่าธรรมเนียม $75 จากนั้นทางสถานศึกษาก็จะออก I-20 ให้ใหม่ (ในกรณีที่ยังไม่ได้ I-20 จากสถานศึกษานั้น) แล้วส่ง I-20, I-539, และจดหมาย ของน้องไปที่ INS ถ้าได้รับการพิจารณาจาก INS ก็สามารถเรียนต่อได้ แต่ถ้าไม่ผ่านการพิจารณาทาง INS ก็จะกำหนดวันกลับเมืองไทยมาให้น้อง !!

*** หมายเหตุ ***

ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาสถาบันการศึกษา ของน้อง แต่ถ้ากรณีของน้องซึเรียมาก ก็แนะนำให้ปรึกษา ทนาย ซึ่งมีเยอะมากในเมืองใหญ่ๆ เช่น Los Angeles, Chicago, etc. การย้ายโรงเรียนแล้วไม่สามารถย้ายได้ตามเวลาที่กำหนด ป่วยหนัก ไม่สามารถที่จะลงทะเบียนได้ หรือลงทะเบียน ไม่ครบตาม Minimum credits (ส่วนใหญ่ 6 credits) เพื่อที่จะรักษาสถานะ full-time student โดยไม่ได้รับการ approve จาก Foreign Student Office ของสถาบันที่น้องลาออกจากการเป็นนักเรียน หรือมีเหตุให้ต้องออกไม่สามารถเรียนจบ ตามเวลาที่กำหนด และไม่สามารถ ขอขยายเวลาการเรียนออกไป (F-1 Extension) อยู่ในอเมริกาเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้ขอขยายเวลา หรือด้วยเหตุปลไดก็ตามที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ (Out of your control) น้องสามารถที่จะขอกลับเข้ามาอยู่ในสถานะนักเรียน F-1 visa (Reinstatement) ได้ ถ้าน้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ความผิดพลาดนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของน้อง หรือ แสดงให้เห็นได้ว่าน้องกำลังจะเข้าเรียนในสถานศึกษาโดยมี I-20 เรียบร้อยแล้ว

Tip น้องสามารถที่จะขอ I-20 จาก โรงเรียนใหม่ให้ ส่งไปที่ ที่อยู่ในอเมริกา แล้วก็ไปที่เม็กซิโก หรือแคนาดา ก็ได้แล้วก็เข้ามาด้วย I-20 ใบใหม่ตามขั้นตอนในข้อแรก แต่น้องต้องแน่ใจว่า F-1 Visa ของน้องยังไม่หมดอายุ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

พี่ปุ้ย 086-677-2014 พี่ยุ้ย 086-677-2013 หรือ พี่เม 086-563-2910

TEL. 0-2168-6777 (6 คู่สาย) FAX. 0-2168-7147